Study Abroad

เรียนต่อต่างประเทศ

‘เรียนต่อต่างประเทศเป็นเทรนด์จริงหรือ ?’ คำถามที่หลายคนตั้งข้อสงสัย บ้างก็ว่าใช่ บ้างก็ว่าไม่ หรือทั้งใช่และไม่ก็มี หลายครั้งมักจะมีการถกเถียงกันถึงข้อดีของการเรียนในไทยและเรียนเมืองนอก
วันนี้ SUKi EDUCATion เลยรวบรวมข้อดีของการเรียนต่อต่างประเทศมาให้ พิจารณา เชื่อว่าอาจจุดประกายความคิดให้ให้ใครหลายคนได้

  1. มาตรฐานในสายตาคนไทยและโดยทั่วไปยอมรับว่าเด็กนอกมีภาษีดีกว่า ยิ่งเป็นมหาวิทยาลัยชื่อดัง  ยิ่งได้รับการพิจารณาในการรับเข้าทำงาน หรืออย่างน้อย ถ้าหากเป็นมหาวิทยาลัยทั่วไปก็มีภาษีด้านภาษาที่ดีกว่า เพราะได้ภาษาที่สองที่สาม ถ้าจะทำงานในระดับสากล หรือเป็นลูกจ้างบริษัทข้ามชาติ โอกาสการได้งานที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษ หรือภาษาต่างชาติจะสูงกว่า อีกทั้งเงินเดือนจะอัพเกรดได้มากกว่าคนอื่น จึงถือว่าการเรียนต่อเมืองนอกเป็นการลงทุนที่ช่วยสร้างรากฐานชีวิตวัยทำงาน
  2. บางคนไปเรียนต่อเพราะที่เมืองไทยไม่มีคณะหรือสาขาที่เปิดสอน อาจจะมีแต่น้อยหรือความรู้บางสาขาในต่างประเทศดีกว่า ในกรณีถ้าต้องการความรู้เชิงลึกหรือต้องการอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ไทยยังไม่มี อย่างสาขาการโรงแรม หรือแม้แต่การเต้น (แบบคริส หอวัง) ควรไปเรียนที่สถาบันที่เขารับรองด้านการสอนจะดีกว่า หรือสาย Art,design,fashion นอกจากนี้ในแต่ละประเทศยังมีสาขาแปลก ๆ ที่น่าสนใจให้เราได้เลือกเรียนอีกด้วย
    ในส่วนของปริญญาโทต่างประเทศ เครื่องไม้เครื่องมือ software ในการเสิร์ชหาข้อมูล พวก paper วิชาการอะไรต่างๆ ค่อนข้างดีกว่าของไทย เนื่องจากมหาวิทยาลัยในต่างประเทศยอมทุ่มทุน เพื่อทำสัญญากับพวกบริษัท link หรือ software รวบรวมข้อมูลงานวิชาการต่างๆ ซึ่งบางครั้งห้องสมุดมหาวิทยาลัยเมืองไทย ไม่สามารถเทียบกันได้
  3. ไม่มีวิธีไหนที่ดีและได้ประสิทธิภาพเท่ากับการเข้าไปอยู่ท่ามกลางสังคมที่สื่อสารกันด้วยภาษาที่เรากำลังต้องการเรียนรู้ น้อง ๆ จะได้คลุกคลีอยู่กับภาษานั้นมากกว่า 24 ชั่วโมง เรียกได้ว่าแฝงตัวอยู่ในกิจกรรมทุกชนิดที่ทำ ได้เห็นภาพ ได้ยินเสียง และบริบทจากบทสนทนาที่แท้จริง ง่าย ๆ คือถ้าน้องไม่พยายามผลักดันตัวเองในเรื่องของภาษา ก็จะทำให้ใช้ชีวิตลำบากและไม่สามารถสื่อสารให้คนอื่นเข้าใจได้ ภายใต้ความกดดันนี้จะทำให้เรียนรู้ภาษาได้เร็วขึ้น
  4. มหาวิทยาลัยที่ไปเรียนไม่ได้มีเฉพาะแค่คนพื้นที่แต่ยังมีนักศึกษาจากประเทศอื่นอีกมากมาย ทั้งเกาหลี จีน ญี่ปุ่น อเมริกา ฝรั่งเศส และอื่น ๆ ทำให้ได้เจอกับวัฒนธรรมที่หลากหลาย และรับรู้ถึงความแตกต่างที่มากกว่า ภาษา อาหาร รูปลักษณ์ และนิสัยส่วนตัววัฒนธรรมของแต่ละบุคคลสะท้อนให้เห็นถึงค่านิยม ความเชื่อ ของคนในชาตินั้นได้เป็นอย่างดี นักศึกษาที่ได้มาสัมผัสประสบการณ์เหล่านี้จะสามารถทำความเข้าใจกับวัฒนธรรมในที่ต่าง ๆ ได้ดีกว่า ส่งผลให้เราสามารถเข้าใจ ปรับตัวในการทำงานร่วมกับคนในความหลากหลายทางวัฒนธรรมได้มากกว่า(เป็นที่ต้องการของบริษัทในระดับสากล)
  5. ในเมืองไทยบรรยากาศทางการศึกษาโดยเฉพาะเสรีภาพทางความคิดและการคำนึงเรื่องสังคมส่วนรวมยังไม่ดีเท่าเมืองนอก เช่น ประเทศอ้งกฤษ ไอร์แลนด์ ประเทศแถบสแกนดิเนเวีย (ประเทศในยุโรป ม) สังคมไทยไม่ได้กวดขันให้เด็กรู้จักถาม ได้แต่เป็นสังคมก้มหน้า คนอื่นทำอย่างไรก็จงทำอย่างนั้น บังคับให้คนอยู่ในกรอบทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งต่างกับ สิ่งแวดล้อมที่นั่น เพื่อนร่วมชั้นจะเป็นลักษณะฝรั่ง พร้อมจะคิดตลอดเวลาและกล้าถกเถียงกันอย่างตรงไปตรงมาทั้งกับเพื่อนรุ่นเดียวกันและ professor
    นอกจากนี้หลักสูตรการเรียนการสอนเน้นปฏิบัติ เน้นการคิดวิเคราะห์ วิจารณ์ข้อมูล เรียนแล้วนำไปใช้ได้อย่างเห็นได้ชัด ยกตัวอย่างที่อังกฤษ และ ไอร์แลนด์ตอนม.ปลาย โดยส่วนมากก็เลือกเรียนแค่รายวิชาที่เจะใช้ในคณะที่อยากเข้าไม่ได้ต้องทนเรียนวิชาที่คิดว่าจะไม่ได้ใช้เหมือนของโรงเรียนไทย  ในส่วนมหาวิทยาลัยก็คอยสนับสนุนนักศึกษามีกิจกรรม society และโครงการดี ๆ ให้เข้าร่วมมากมายนับไม่ถ้วน มี career services ให้คำปรึกษาเรื่องอาชีพแนะแนวการเรียน CV และ การ Interview ช่วงซัมเมอร์มีการฝึก Internship ที่บริษัทของที่นั่นด้วย เพราะเขาเชื่อว่าประสบการณ์การทำงานจริง ๆ มีความสำคัญไม่แพ้กับวุฒิการศึกษา และยิ่งมีดีกรีดี ๆ กับการฝึกงานในต่างประเทศยิ่งช่วยส่งเสริมโปรไฟล์อีกต่างหาก
  6. ใครบอกว่าไปเรียนนอกแล้วจะขาด connection อันที่จริงแล้วในต่างประเทศกลุ่มคนที่มีศักยภาพมักจะรวมกันอยู่เป็นสังคมแคบ ทำให้ยิ่งใกล้ชิดกัน การเป็นหนึ่งในศิษย์เก่าโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยในเครือก็ถือว่าเป็นการสร้าง connection ไม่ต่างกับไทยแล้วแต่อาจดีกว่าตรงที่คนรู้จักมีความหลากหลายกว่าในเรื่องของเชื้อชาติ ในอนาคตอาจจะต่อยอดไอเดีย เป็นที่ปรึกษา เป็นคนสนับสนุนก็ได้
    เมื่อกลับเมืองไทยก็ไม่ต้องกลัว การสานต่อสายสัมพันธ์เก่าไม่ยากเลย หากหมั่นติดต่อกันอยู่เรื่อย ๆ เข้าสังคมบ่อย ๆ ไม่กี่เดือนก็รู้จักคนกว้างขวางแล้ว ส่วนสำคัญคือการสร้าง profile ที่ดี และมีมนุษยสัมพันธ์ที่ทำให้คนอย่างเข้าหามากกว่า
    โตในที่นี้ไม่ได้หมายถึง รูปลักษณ์ภายนอกแต่หมายถึงนิสัยและการวางตัว การอยู่เมืองนอกเป็นการเปิดโลกทัศน์ใหม่ ทำให้ได้เห็นโลกกว้างตั้งแต่อายุยังน้อย ได้เรียนรู้อะไรหลาย ๆ อย่างและมีประสบการณ์หลายหลาย การพบเจอคนใหม่ ที่ใหม่แถมยังเรียนเป็นภาษาต่างชาติ ทำให้ต้องรู้จักปรับตัวเข้ากับความแตกต่าง ต้องก้าวข้ามผ่านความเครียดความกดดัน ยิ่งถ้ามาอยู่ตัวคนเดียว ไม่มีคนไทยเยอะแยะเหมือนที่ไทย ไม่มีญาติ เพื่อนสนิทมาช่วยเหลือ ก็ต้องเพิ่มความรอบคอบ พึ่งพาตนเองมากขึ้นและต้องหัดแบ่งเวลาเอง
    สิ่งเหล่านี้เป็นทักษะที่จะได้รับนอกเหนือจากความรู้ในรั้วมหาวิทยาลัย ทักษะการเอาตัวรอด ทักษะการปรับตัว การอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เสริมให้เป็นคนกล้าคิด กล้าพูด กล้าแสดงออกแบบสร้างสรรค์ ไม่อยู่แต่ในกรอบเดิมๆ จะมีประโยชน์มากในการทำงานในอนาค
  7. โตขึ้นในที่นี้ไม่ได้หมายถึง รูปลักษณ์ภายนอกแต่หมายถึงนิสัยและการวางตัว การอยู่เมืองนอกเป็นการเปิดโลกทัศน์ใหม่ ทำให้ได้เห็นโลกกว้างตั้งแต่อายุยังน้อย ได้เรียนรู้อะไรหลาย ๆ อย่างและมีประสบการณ์หลายหลาย การพบเจอคนใหม่ ที่ใหม่แถมยังเรียนเป็นภาษาต่างชาติ ทำให้ต้องรู้จักปรับตัวเข้ากับความแตกต่าง ต้องก้าวข้ามผ่านความเครียดความกดดัน ยิ่งถ้ามาอยู่ตัวคนเดียว ไม่มีคนไทยเยอะแยะเหมือนที่ไทย ไม่มีญาติ เพื่อนสนิทมาช่วยเหลือ ก็ต้องเพิ่มความรอบคอบ พึ่งพาตนเองมากขึ้นและต้องหัดแบ่งเวลาเอง
    สิ่งเหล่านี้เป็นทักษะที่จะได้รับนอกเหนือจากความรู้ในรั้วมหาวิทยาลัย ทักษะการเอาตัวรอด ทักษะการปรับตัว การอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เสริมให้เป็นคนกล้าคิด กล้าพูด กล้าแสดงออกแบบสร้างสรรค์ ไม่อยู่แต่ในกรอบเดิมๆ จะมีประโยชน์มากในการทำงานในอนาคต

Leave a Reply