อิตาลีในฝัน 8 วัน 6 เมือง ไฮไลท์ (Italy Tour 8 day)

สวัสดีคะทริปทูโกยุโรปขอนำเสนอทริปท่องเที่ยวประเทศอิตาลี โรม,วาติกัน,ฟอร์เรนซ์,เวนิส,พิซ่า,มิลาน อีกหนึ่งจุดหมายที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ยิ่งใหญ่ พร้อมไฮไลท์เมืองในฝัน  ประเทศอิตาลี ศูนย์กลางแห่งศิลปะวัฒนธรรม จิตรกรรม และแฟชั่นชั้นนำของโลกตะวันตก รวมถึงต้นกำเนิดของพิซซ่าและเจลาโต้ไอศครีม   ขอนำเสนอสุดยอดเมืองท่องเที่ยวของอิตาลีที่คุณไม่ควรพลาด เราจะนำทุกท่านไปสัมผัสกับสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ที่ช่วยให้ทริปอิตาลีของคุณ เป็นทริปแห่งความทรงจำคะ

Day1

ยินดีต้อนรับทุกท่านที่สนามบินนานาชาติกรุงโรมประเทศอิตาลี นำทุกท่านเข้าเช็คอินและเตรียมความพร้อมในการท่องเที่ยว ณ กรุงโรมคะ

เริ่มอิตาลีทริปวันแรกกันที่กรุงโรมโรมเป็นเมืองหลวงของประเทศอิตาลี ตั้งอยู่ส่วนกลางของประเทศในแคว้นลาซีโอ ริมฝั่งแม่น้ำไทเบอร์ ก่อนที่โรมจะมาเป็นเมืองหลวงของอิตาลีนั้น โรมก็ได้รับตำแหน่งเป็นเมืองหลวงของหลายอาณาจักรในอดีต รวมถึง จักรวรรดิโรมัน ซึ่งในระยะเวลาหนึ่งเป็นจักรวรรดิที่มีบทบาทมากที่สุดของในโลกตะวันตก วันนี้เราจะพาทุกท่านเที่ยวชม 

โคลอสเซียม (Colosseum) ที่นี่ถือว่าเป็น landmark ที่เห็นปุ๊ปรู้เลยว่าอยู่อิตาลี Colosseum ในอดีตเป็นสถานที่จัดแสดงการประลอง Gladiator จริงๆต้องใช้คำว่าสู้กัน (ถึงตาย) ระหว่าง gladiator(คน) ด้วยกันเองหรือระหว่างคนกับสัตว์ก็มี สมัยนั้นเค้าถือว่าเป็นการ entertain อย่างหนึ่งค่ะ  โดย Colosseum ถือเป็นอัฒจันทร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกและมีการคาดการณ์ว่าสามารถจุผู้ชมได้ถึง 50,000 คนเลยทีเดียว Colosseum สร้างขึ้นจากคอนกรีตและหิน ใช้เวลาสร้างประมาณ 8 ปีตั้งแต่ ค.ศ. 72 ถึง ค.ศ. 80 ที่นั่งในโคลอสเซียมจะแบ่งเป็นโซนและชั้นตามฐานันดรศักดิ์ เช่น ที่นั่งของจักรพรรดิ ที่นั่งของสมาชิกวุฒิสภา ที่นั่งของนักรบ ที่นั่งของนักบวช แม้กระทั่งที่นั่งของประชาชนก็แบ่งเป็นชั้นของคนรวยและชั้นของคนจน ด้านใต้ของพื้นสนามประลอง จะเป็นที่เก็บตัวและฝึกซ้อมของ gladiator และเป็นกรงขังสัตว์ต่างๆ เพื่อเตรียมตัวขึ้นมาประลองด้านบนค่ะ

รับประทานอาหารเที่ยง

นำท่านสู่ Roman Forum เป็นจุดศูนย์กลางของกรุงโรมในอดีต เพราะพื้นที่แห่งนี้เคยเป็นที่ตั้งของสถานที่สำคัญทางการปกครอง เป็นที่ตั้งของศาล ของสภา เป็นที่ตั้งของ Temple of Gods ที่ชาวโรมันบูชา และยังเป็นที่ตั้งของตลาดซื้อขายของที่แห่งนี้จะนำทุกท่านย้อนเวลาไปเมื่อพันกว่าปีก่อน ทำให้เราเดินอยู่ที่เดียวกับจูเลียส ซีซ่าร์ ปัจจุบันเมื่อเราไปRoman Forum ภาพที่เห็นจะเป็นเศษซาก ก้อนหิน แท่งเสา มีหลายส่วนมากที่เราแทบจะจินตนาการไม่ออกเลยว่าแต่ก่อนสภาพเป็นอย่างไร  แม้แต่ซากที่หลงเหลืออยู่ มันช่างใหญ่โตมโหฬาร 

หลังจากนั้นนำท่านไปยัง  Palatine Hill เนินเขาที่อยู่ติดกับ Roman Forum ด้านบนเนินเขานี้เราจะเห็นภาพวิวสูงของ Roman Forum

นำทานเดินทางมายัง วิหารแพนธีออน (Pantheon)อีกชื่อหนึ่งของมันคือ Temple to All Gods   ที่นี่สร้างขึ้นเมื่อ 27 ปี ก่อนคริสตศักราชค่ะ ด้านนอกของ Pantheon  เนื่องจากด้านหน้าเป็นเสาหลายๆแท่งแต่ด้านหลังเป็นทรงกระบอก ด้านหน้าของ Pantheon เป็นลานกว้างที่มีคนพลุกพล่านตลอดเวลาทั้งกลางวันและกลางคืน..เมื่อเดินเข้าไปด้านในจะพบว่าด้านบนสุดตรงกลางมีรูกว้างขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 5.5 เมตรเป็นช่องแสงที่ให้แสงสว่างกับวิหารแห่งนี้ค่ะ ในสมัยก่อนช่องนี้เป็นแหล่งกำเนิดแสงแหล่งเดียวของสถานที่นี้เลยนะ แต่ปัจจุบันก็ได้มีการติดไฟรอบๆแล้ว นอกจากแสงที่สามารถส่องลงมาได้ น้ำฝนก็ตกลงมาได้เหมือนกันค่ะ วันฝนตกเราเห็นภาพน้ำตกกลาง Pantheon.และที่แห่งนี้ยังเป็นที่ฝั่งศพของ Raphaelศิลปินระดับโลก

Fountain of the Four Rivers ซึ่งแม่น้ำ 4 สายนี้ ก็คือ Ganges, Danube, River Plate และ Niles ค่ะ น้ำพุประดับด้วยรูปปั้นเทพเจ้าที่เป็นตัวแทนของแม่น้ำแต่ละสายและยังมีเสา Obelisk จากอียิปต์อยู่ตรงกลางด้วย

รับประทานอาหารเย็น พักผ่อนตามอัธยาศัย

Rome
8 Day City Hopper: Rome

Day 2

หลังรับประทานอาหารเช้าแล้วนำทุกท่านเดินทางไปยังนครวาติกัน ประเทศที่เล็กที่สุดในโลก!! คือ นครรัฐวาติกันนั่นเอง วาติกันนั้นตั้งอยู่ทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำไทเบอร์  โปรแกรมวันนี้คร่าวๆคือ จะไปชมภาพดังก้องโลกของ Michelangelo ที่ Vatican Musuem, สัมผัสพลังความศรัทธาของชาวโรมันคอทอลิกที่ St’ Peter Basilica และ St’Peter Square จบด้วยการถ่ายภาพสวยที่ Castel Sant’ Angelo และสะพาน Vittorio Emanuele

วาติกันแยกตัวออกมาจากอิตาลีเป็นรัฐอิสระในปี ค.ศ. 1929 วาติกันเป็นศูนย์กลางการปกครองของโป๊ปหรือประมุขของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคอทอลิก วาติกันมีสถานีวิทยุเป็นของตัวเอง มีหนังสือพิมพ์เป็นของตัวเอง แม้กระทั่งมีไปรษณีย์เป็นของตัวเองด้วยคะ  วันนี้เราจะพาไปส่งโปสการ์ดจากประเทศที่เล็กที่สุดในโลกกันคะ

อาหารเที่ยงตามอัธยาศัย

Rome
8 Day City Hopper: Vatican City

 

ช่วงบ่าย เดินทางสู่ Trevi Fountain ก็คือ น้ำพุที่ตั้งอยู่ในเขต Trevi นั่นเอง น้ำพุแห่งนี้เป็นผลงานการออกแบบของ Nicola Salvi สูง 26.3 เมตร กว้าง 49.15 เมตร เป็นศิลปะแบบบารอคค่ะ ตรงกลางเป็นเทพเจ้าเนปจูน ส่วนรูปปั้น 2 ข้างซ้ายขวาเป็นตัวแทนของ ความมีสุขภาพดี (good health) และ ความอุดมสมบูรณ์ (fertility) ค่ะ..ใครๆมาที่นี่ก็ต้องมาโยนเหรียญเค้าให้โยนเหรียญด้วยมือขวาข้ามไหล่ซ้ายไป โดยมีการคาดการณ์ว่าในวันนึงมีคนโยนเหรียญลงไปมูลค่ารวมกว่า 3,000 ยูโร ซึ่งจะนำไปช่วยเหลือผู้ยากไร้ต่อไปคะ

Spanish Steps

อีกหนึ่ง Landmark สำคัญของโรม เคยสงสัยมั๊ยคะว่าทำไมต้องบันได”สเปน” ก็เพราะมันถูกตั้งชื่อตามสถานฑูตสเปนที่เคยตั้งอยู่ตรงนี้มาก่อนนั่นเองค่ะ ในหน้าร้อนบันไดสเปนจะสวยมากเพราะประดับด้วยดอกไม้  บรรไดแห่งนี้คนก็ยังมานั่งกันเยอะคะ ด้านหน้าบันไดสเปนมีน้ำพุฝีมือ Bernini อยู่ด้วย ถนนรอบๆบันไดสเปนนี้คงเป็นที่ถูกอกถูกใจของบรรดาสาวกแบรนด์เนมทั้งหลาย โดยเฉพาะถนน Condotti (Via Condotti) เป็นถนนสายยาวๆที่เต็มไปด้วยร้านแบรนด์เนมคะ  ช๊อปปิ้งตามอัธยาศัยคะ 

Day 3

เดินทางสู่เมืองฟลอเรนซ์ (Florence) หรือ ฟีเรนเซ (Firenze) เป็นเมืองหลวงของแคว้นทัสกานีและมณฑลฟลอเรนซ์ในประเทศอิตาลี ฟลอเรนซ์เคยเป็นเมืองหลวงของราชอาณาจักรอิตาลี ในระหว่าง ค.ศ.1865 ถึง ค.ศ.1870
ฟลอเรนซ์ตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำอาร์โน (Arno) ในยุคกลางเป็นศูนย์กลางทางการค้าและทางการเงิน และถือกันว่าเป็นที่เกิดของสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยา(Renaissance) ตระกูลที่มีอำนาจการปกครองฟลอเรนซ์เป็นเวลานานคือตระกูลเมดีชี (Medici) นอกจากนั้นฟลอเรนซ์ยังมีชื่อว่าเป็นศูนย์กลางทางศิลปะและสถาปัตยกรรม ในยุคกลางฟลอเรนซ์เป็นที่รู้จักกันในนามว่าเอเธนส์ ใจกลางเมืองเก่าของฟลอเรนซ์ได้รับเลือกโดยองค์การยูเนสโก้ให้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก เมื่อปี ค.ศ.1982  คือ 1.สะพานเวคคิโอ , 2.ปาลาซโซ เวคคิโอ และ 3.ฟลอเรนซ์ ดูโอโม

สะพานเวคคิโอสร้างขึ้นในปี ค.ศ.1345 โดยนักออกแบบชื่อ Teddeo Gaddi เป็นสะพานเก่าแก่ที่สุดสะพานเดียวของเมืองฟลอเรนซ์ ที่รอดพ้นการทำลายในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 มาได้ สองข้างบนสะพานเป็นร้านค้า สมัยก่อนเป็นร้านขายเนื้อสัตว์ ต่อมามีการปรับปรุงทัศนียภาพเลยเปลี่ยนให้กลายเป็นร้านขายทองทั้งหมด

ปาลาซโซ เวคคิโอ (Palazzo Vecchio) เป็นปราสาทเก่าแก่ในเมืองฟลอเรนซ์ สร้างเสร็จในปี ค.ศ.1322 มีสัญลักษณ์คือหอระฆัง Campanile ในอดีตใช้เป็นสถานที่แจ้งข่าวสารให้กับชาวเมือง ทางการจะตีระฆังส่งสัญญาณเมื่อเกิดไฟไหม้ น้ำท่วม ข้าศึกโจมตี ฯลฯ ถือเป็นสถานที่ประวัติศาสตร์สำคัญของเมืองฟลอเรนซ์
ปัจจุบันด้านหน้าอาคารนี้จะประดับประดาไปด้วยผลงานประติมากรรมทั้งของจริงและของจำลอง

รับประทานอาหารเที่ยง

โบสถ์หลักของเมือง ( Duomo)  จะเห็นความยิ่งใหญ่สวยงาม สร้างในแบบ Neo Gothic มีหอระฆังสูง 85 เมตร อยู่ด้านข้าง บริเวณภายนอกตกแต่งด้วยหินอ่อน หินแกะสลัก
โบสถ์ต่าง ๆ ในอิตาลีจะประกอบด้วยสามส่วน คือมหาวิหารที่เรียกว่าดูโอโม (Duomo) หอระฆัง (Bell Tower หรือ Capanile) และอาคารแบบทิสเทอรี (Baptistery) ที่ใช้ประกอบพิธีศีลจุ่ม มักจะมีรูปร่างกลมหรือเป็นรูปหลายเหลี่ยม

ถนนช้อปปิ้งที่สำคัญของเมือง ชื่อถนน Tornabuoni มีร้านค้าแบรนด์ดังตั้งอยู่มากมาย รวมทั้งแบรนด์ต้นกำเนิดจากเมืองฟลอเรนซ์ คือ Salvatore Ferragamo

รับประทานอาหารเย็นพักผ่อนตามอัธยาศัย

duomo-santa-maria-del-fiore-cathedral-florence-italy.jpg.rend.tccom.1280.960

Day 4

หลังรับประทานอาหารเช้า เดินทางสู่ เมืองปิซา(Pisa) อยู่บนฝั่งแม่น้ำอาร์ในเป็นเมืองหลวงของจังหวัดปิซาอยู่ในแคว้นตอสกานา ประเทศอิตาลี อยู่ทางตะวันตกของเมือง ฟีเรนเซ (ฟลอเรนซ์) ประมาณ 100 กิโลเมตร  เป็นเมืองที่เป็นที่รู้จักอย่างดีเกี่ยวกับหอเอนเมืองปิซา ซากโบราณวัตถุของเมืองที่ยังหลงเหลือจากศตวรรษที่5ก่อนคริสตกาล  จตุรัสดูโอโมแห่งปิซา ได้รับเลือกโดยองค์การยูเนสโกให้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก เมื่อปี ค.ศ. 1987

จตุรัสดูโอโมแห่งปิซา

กัมโป เดย์ มีราโกลี (Campo dei Miracoli) หรือ ที่ได้รับลงทะเบียนเป็นมรดกโลกในชื่อ จัตุรัสดูโอโมแห่งปิซา คือบริเวณที่ล้อมรอบด้วยกำแพง ใจกลางเมืองปิซา แคว้นทัสเคนี ประเทศอิตาลี ประกอบไปด้วยสิ่งก่อสร้างหลัก 4 อย่าง ได้แก่

มหาวิหารปิซา (Pisa Duomo)เป็นสิ่งก่อสร้างที่ซับซ้อนและเป็นส่วนหนึ่งของ จัตุรัสปาฏิหาริย์ (Campo dei Miracoli) ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของมหาวิหารอิตาลี ที่เป็นสถาปัตยกรรมแบบโรมันเนสก์อย่างแท้จริง มหาวิหารสร้างระหว่างปี ค.ศ. 1063 – ค.ศ. 1092

มรดกโลกหอเอนเมืองปิซา (อิตาลี: Torre pendente di Pisa หรือ La Torre di Pisa, อังกฤษ: Leaning Tower of Pisa) ตั้งอยู่ที่เมืองปิซา ในจัตุรัสเปียซซา เดล ดูโอโม (Piazza Del Duomo) หอระฆังของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก เป็นหอ ทรงกระบอก 8 ชั้น

หอศีลจุ่ม (Baptistery)หอศีลจุ่ม หรือ หอล้างบาป (อังกฤษ: Baptistery หรือ Baptistry) เป็นคริสต์ศาสนสถาน ที่สร้างเป็นอิสระจากสิ่งก่อสร้างอื่นโดยมีอ่างศีลจุ่มเป็นศูนย์กลาง หอศีลจุ่มอาจจะเป็นส่วนหนึ่งของวัดหรือมหาวิหาร

สุสาน (Campo Santo)

ซึ่งสร้างขึ้นในปี 1278 โดย Giovanni di simone ตามตำนานกล่าวว่า ดินที่ใช้ในการสร้างสุสานแห่งนี้ ถูกนำมาจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์และเชื่อว่าเป็นสิ่งมหัสจรรย์ มีเพียงพวกอาจารย์ที่มีชื่อเสียง และสมาชิกครอบครัวเมดิแคน(Medicean family) เท่านั้นที่จะมีสิทธิ์ถูกนำร่างมาฝังไว้ ณ ที่นี้ได้

รับประทานอาหาร เย็นพักผ่อนตามอัธยาศัย

The Duomo & Leaning Tower of Pisa, Italy
The Duomo & Leaning Tower of Pisa, Italy

Day 5 เดินทางสู่เวนิส เข้าที่พัก

เมืองเวนิส

      เมืองเวนิส (Venice) หรือ เมืองเวเนเซีย (Venezia) หนึ่งในเมืองที่สวยที่สุดในประเทศอิตาลี เป็นเมืองที่รู้จักกันในด้านของความเจริญรุ่งเรืองทางประวัติศาสตร์และศิลปะ ที่ได้รับฉายาว่า ราชินีแห่งทะเลอาเดรียตริก (Queen of the Adriatic), เมืองแห่งสายน้ำ (City of Water), เมืองแห่งสะพาน (City of Bridges), และ เมืองแห่งแสงสว่าง (The City of Light)… โดยเมืองเวนิส นั้นเป็นเมืองหลวงของแคว้นเวเนโต (Veneto) 1 ใน 20 แคว้นที่ตั้งอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศอิตาลี และยังเป็นแคว้นที่ใหญ่เป็นอันดับ 8 ของประเทศ เป็นแคว้นที่มีความมั่งคั่งและเป็นแหล่งอุตสาหกรรมมากที่สุดในประเทศอิตาลี และยังเป็นแคว้นหนึ่งที่มีนักท่องเที่ยวมามากที่สุดแห่งหนึ่งอีกด้วย

เมืองเวนิส ถูกสร้างขึ้นจากการเชื่อมหมู่เกาะขนาดเล็กประมาณ 118 เกาะเข้าด้วยกันในบริเวณทะเลสาบเวนิเทีย (Venetian Lagoon) ทะเลสาบน้ำเค็มนี้ตั้งอยู่บริเวณชายฝั่งระหว่างปากแม่น้ำโปกับแม่น้ำพลาวิ (Po and the Piave Rivers) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทะเลอาเดรียตริก (Adriatic Coast) ในภาคเหนือของประเทศอิตาลี โดยทั้งเมืองและทะเลสาบได้ถูกประกาศให้เป็นมรดกโลกในปี 1987

เกาะซานจอร์โจ แมกจอเร (San Giorgio Maggiore) ซึ่งเป็นที่ตั้งของ เปียซซ่า ซาน มาร์โก (Piazza San Marco) หรือ จัตุรัสเซนต์มาร์ค (St Mark’s Square) จัตุรัสสาธารณะหลักที่เป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวที่สำคัญมากแห่งหนึ่งของเมืองเวนิส สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงเป็นอันดับต้นๆของเกาะซานจอร์โจ แมกจอเรคือ โบสถ์ซานจอร์โจ แมกจอเร (Church of San Giorgio Maggiore) คริสตจักรนิกายเบเนดิกในศตวรรษที่ 16 ซึ่งมีชื่อเดียวกับกันเกาะ โดยโบสถ์สร้างขึ้นด้วยหินอ่อนสีขาวในสไตล์คลาสสิกและยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา หรือในช่วงระหว่างปี 1566 – 1610 ได้รับการออกแบบโดย Andrea Palladio

เราจะนำท่านมุ่งหน้าไปยัง แกรนด์คาแนล (เวนิส) (Grand Canal (Venice)) คลองที่มีชื่อเสียงในด้านการท่องเที่ยวและเป็นจุดหมายปลายทางหลักของนักท่องเที่ยวที่อยากล่องเรือกอนโดล่า หรือที่เราเรียกกันว่าเรือแจว ลัดเลาะไปตามคลองที่มีความยาวประมาณ 3,800 เมตร และมีความกว้างประมาณ 30-90 เมตร นักท่องเที่ยวจะได้ผ่านสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆต่างๆของเวนิสมากมาย

โบสถ์ซานตา มาเรีย เดลลา ซาลูท (Santa Maria della Salute) โบสถ์เก่าแก่ที่ตั้งโดดเด่นอยู่ที่ปากทางเข้าแกรนด์คาแนล เป็นหนึ่งในสิ่งก่อสร้างที่จัดว่าเป็นสัญลักษณ์ของเวนิส โบสถ์แบบบาโร้กขนาดใหญ่แห่งนี้ ถูกสร้างขึ้นเพื่อขอบคุณพระเจ้าในโอกาสที่โรคระบาดได้หายไปจากเวนิสในปี ค.ศ. 1630 จนกระทั่งแล้วเสร็จในปี ค.ศ. 1687 ห้าปีหลังจากผู้ริเริ่มสร้างโบสถ์ได้เสียชีวิต

สะพานซิงห์ (Bridge of Sighs) สะพานเก่าแก่ที่เชื่อมต่อระหว่างวังดูคาเลกับคุกเก่า เป็นเส้นทางลำเลียงนักโทษเข้าสู่ตัวคุก ออกแบบโดย Antoni Contino ในปี ค.ศ.1602 สร้างมาจากหินปูนสีขาว มีช่องหน้าต่างให้มองออกมาได้ เพื่อให้นักโทษได้ชมความสวยงามของท้องฟ้า และทะเลแห่งเวนิสเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิต โดยชื่อ Lord Byron ได้ตั้งชื่อว่าสะพานซิงห์ ในศตวรรษที่ 19 เนื่องมาจากนักโทษจะได้ถอนหายใจเป็นครั้งสุดท้ายที่ สะพานแห่งนี้นั่นเอง

หลังจากนั้นมุ่งหน้าไปยัง สะพานริอัลโต (Rialto) เดิมทีเป็นสะพานไม้ และสร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 หลังจากที่พังทลายลง สะพานหินก็ถูกสร้างขึ้นทดแทน และเป็นสะพานข้าม Grand Canal เพียงแห่งเดียวจนถึงปี ค.ศ. 1854 จนกลายเป็นศูนย์กลางการคมนาคม และค้าขายแลกเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดของเวนิส ใครที่มาเวนิสแล้วไม่ได้มาข้ามสะพานนี้ถือว่ามาไม่ถึง เป็นจุดถ่ายภาพที่สำคัญแห่งหนึ่ง รอบๆ สะพานเป็นย่านขายของที่ระลึกและตลาดขายของสด

รับประทานอาหารเย็น พักผ่อนตามอัธยาศัย

thanhphodocnhatvonhiVeice1_1

Day 6 หลังรับประทานอาหารเช้าเราพร้อมที่จะนำทุกท่านสำรวจเมืองที่สวยงามในสถาปัตยกรรม ความทันสมัย พร้อมทั้งวัฒนธรรมที่แตกต่างด้วยรถรางโบราณ ที่จะทำให้การเที่ยวเมืองมิลานครั้งนี้ประทับใจมิรู้ลืม-วิหารดูโอโม่(Duomo di Milano) สถาปัตยกรรมเก่าแก่ที่วิจิตรอลังการ สวยงามอันดับ 3 ของโลก สัญลักษณ์แห่งเมืองมิลาน,Duomo Square  จัตุรัส ดูโอโม่

รับประทานอาหารเที่ยง

นำท่านสู่ Galleria Vittorio Emanuele II หนึ่งในห้างสรรพสินค้าที่เก่าแก่แห่งหนึ่งในโลก ซึ่งมีสถาปัตยกรรมที่สวยงาม ,  Piazza scala theatre โอเปล่า เฮาส์ และสถานที่สำคัญอื่นๆอีก เรียกได้ว่าสำรวจเมืองมิลานอย่างเจาะลึกกันเลยที่เดียว หลังจากนั้นนำท่านเดินถนนสายช๊อป ให้ท่านมีอิสระเลือกสำรวจเมืองและช๊อปปิ้งตามอัธยาศัย

cropped-trip-to-go-europe-milan-small-group-tours17.jpg

Day7  หลังรับประทานอาหารเช้า  จุดสำคัญแห่งหนึ่งในเมืองมิลานคือปราสาทสฟอร์เซสโก้ (Castello Sforzesco) เคยเป็นป้อมปราการของพวกตระกูลวิสคอนติ (Visconti) ต่อมาเป็นที่พำนักของผู้นำเผด็จการในช่วงศตวรรษที่ 15 คือตระกูลสฟอร์ซา (Sforza)

รับประทานอาหารเที่ยง

อิสระช๊อปปิ้งหรือเดินชนเมืองมิลานก่อนเดินทางกลับ โรม

Day 8 รับประทานอาหารเช้า  เราจะนำท่านเดินทางสู่ ถนน  Via Cola di RienZo ถนนช๊อปปิ้ง เพื่อท่านจะได้เดินชมเมือง หรือ ซื้อของฝากเพิ่มเติม

รับประทานอาหารเที่ยง

นำท่านเดินทางสู่สนามบินนานาชาติโรมเพื่อเดินทางกลับเมืองไทย พร้อมควาประทับใจคะ

 

 

 

Leave a Reply